ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

รู้จักกับเงินสกุลดิจิทัล (Getting to Know Cryptocurrency)

 

รู้จักกับเงินสกุลดิจิทัล (Getting to Know Cryptocurrency)

ข่าวเทคโนโลยีในต้นปีนี้ คงไม่มีอะไรที่เด่นเกินเรื่องของเงินสกุลดิจิทัล ซึ่งมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก ว่าเงินสกุลดิจิทัลคืออะไร มีเงินสกุลดิจิทัลอะไรบ้าง เงินเหล่านี้น่าเชื่อถือหรือไม่ โลกมีการกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัลหรือไม่อย่างไร และประเทศไทยมีทิศทางอย่างไรต่อเรื่องเงินสกุลดิจิทัล วันนี้เราจึงมาทำความรู้จักกับเงินสกุลดิจิทัลกัน

เงินสกุลดิจิทัลคืออะไร

ในปัจจุบันยังเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากสาธารณชนโดยส่วนใหญ่เกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัล ทั้งนี้หากจะอธิบายโดยย่อ ระบบเงินสกุลดิจิทัลเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบการโอนเงินที่สาธารณะร่วมกันทำงาน โดยไม่ต้องใช้สถาบันการเงินหรือหน่วยงานใดเป็นตัวกลางในการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลการโอนเงิน หากแต่ทุกคนสามารถอาสามีส่วนร่วมโดยการนำคอมพิวเตอร์ของตนเองมาร่วมทำงานในระบบนี้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยเมื่อต้นทางสั่งโอนเงินไปยังปลายทาง คอมพิวเตอร์ของทุกคนในระบบจะเห็นคำสั่งดังกล่าว และช่วยกันตรวจสอบว่าการสั่งโอนดังกล่าวมาจากต้นทางที่แท้จริงหรือไม่ และต้นทางมีเงินเพียงพอหรือไม่ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบจะให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายแข่งกันคำนวณเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และเครื่องใดทำได้ก่อนจะได้รางวัลเป็นเหรียญในสกุลเงินดิจิทัล และข้อมูลที่ตรวจสอบเสร็จแล้ว จะถูกนำไปเก็บไว้ในรายการประวัติธุรกรรมที่เป็นบล็อกเชน (Block Chain) ซึ่งเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดเก็บแบบเรียงลำดับต่อไปเรื่อยๆ ตามลำดับของการเกิดขึ้นของธุรกรรม และข้อมูลประวัติธุรกรรมนี้จะถูกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อาสามาร่วมในเครือข่ายสกุลเงินนี้

จากหลักการเบื้องต้นนี้ จะเห็นได้ว่าระบบเงินสกุลดิจิทัล ใช้พื้นฐานของการจัดเก็บประวัติธุรกรรมแบบบล็อกเชน (Block Chain) ซึ่งระบบจัดเก็บนี้ เมื่อนำข้อมูลมาเรียงต่อกันตามลำดับธุรกรรมแล้ว จะทำให้เกิดการแก้ไขประวัติย้อนหลังได้ยากมาก เพราะนอกจากต้องแก้ไขข้อมูลในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เก็บข้อมูลให้ตรงกันแล้ว การจะแก้ไขตัวเลขที่เป็นดัชนีในการชี้ลำดับข้อมูลที่เก็บไว้ให้เป็นตัวเลขชุดใหม่ก็ทำได้ยากมากในทางคณิตศาสตร์เช่นกัน ซึ่งในกรณีของบิทคอยน์ ได้เป็นตัวอย่างแรกๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการนำการจัดเก็บข้อมูลแบบบล็อกเชน (Block Chain) มาประยุกต์ใช้ในวงกว้าง

นอกจากนี้ระบบเงินสกุลดิจิทัลยังให้รางวัลกับผู้เข้าร่วมการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม เป็นเหรียญของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งกระบวนการนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่าการขุดเหมือง (mining) ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้มีผู้มาร่วมเชื่อมต่อกับเครือข่ายและนำทรัพยากรทั้งการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ การใช้กระแสไฟฟ้า และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายในการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลธุรกรรม ดังนั้นมูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลในมุมหนึ่งจึงขึ้นกับต้นทุนของทรัพยากรที่จะนำมาร่วมใช้ในการทำงานให้กับเครือข่ายด้วยเช่นกัน

สำหรับที่มาของเงินสกุลดิจิทัลที่เพิ่งจะมาเป็นประเด็นร้อนในช่วงปีที่ผ่านมานั้น สามารถย้อนกลับไปได้เป็นสิบปี โดยในช่วงปี ค.ศ. 1998-2009 ก็เริ่มมีแนวคิดและความพยายามที่จะสร้างเงินสกุลดิจิทัลที่ทำให้ปลอดภัยได้ด้วยเทคโนโลยีการเข้ารหัส ตัวอย่างเช่น B-Money และ Bit Gold อย่างไรก็ตามเงินสกุลดิจิทัลนี้ ถือว่าเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี ค.ศ.2008 ถึงต้นปี ค.ศ. 2009 โดยโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะ (หรือกลุ่มโปรแกรมเมอร์) ที่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto โพสต์บทความชื่อ Bitcoin – A Peer to Peer Electronic Cash System ไปในกลุ่มเมล์ด้านเทคโนโลยีการเข้ารหัส และชักชวนให้บุคคลทั่วไปนำโปรแกรมภาษา C++ ที่เขาพัฒนาขึ้นไปติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เพื่อร่วมในเครือข่ายของการตรวจสอบและเก็บข้อมูลธุรกรรม โดยผู้เข้าร่วมจะได้เหรียญในสกุลเงินบิตคอยน์เป็นค่าตอบแทน ซึ่งในปีแรกๆ ของการเกิดบิตคอยน์ก็ยังไม่มีใครให้ความสนใจและไม่สามารถกำหนดราคาของเงินสกุลดิจิทัลนี้ได้ และมีเรื่องร่ำลือกันว่าในปี 2010 มีคนขายบิตคอยน์ของตัวเองเป็นครั้งแรก โดยแลก 10,000 เหรียญบิตคอยน์กับพิซซ่า 2 ถาด คำนวณได้คร่าวๆ ว่า 10,000 เหรียญบิตคอยน์ในวันนั้น จะคิดเป็นมูลค่าเงินดอลล่าร์ในวันนี้มากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

เงินสกุลดิจิทัลมีอะไรบ้าง

ในช่วงเริ่มต้น คนส่วนใหญ่ใช้คำว่าบิตคอยน์กับคำว่าเงินสกุลดิจิทัลเสมือนเป็นคำเดียวกัน แต่ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาก็มีการสร้างเงินสกุลดิจิทัลด้วยอัลกอริทึ่มอื่นขึ้นมาอีกมากมาย โดยหากเรียงตามมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap คำนวณจากจำนวนเหรียญคูณด้วยอัตราซื้อขาย) เงินสกุลดิจิทัล 5 อันดับแรกของวันนี้มีตัวอย่างได้แก่ Bitcoin, Ethereum, Ripple, Bitcoin Cash, และ Litecoin แต่ในความเป็นจริงแล้วเงินสกุลดิจิทัลที่มีการสร้างขึ้นมานั้นมีสูงถึงกว่า 1,500 สกุล ซึ่งแต่ละสกุลเงินที่ถูกสร้างขึ้นมีระดับความนิยมและความน่าเชื่อถือแตกต่างกันไป


ที่มา: https://coinmarketcap.com/

โดยจะเห็นว่าบิตคอยน์นั้นยังคงเป็นเงินสกุลดิจิทัลที่แพงที่สุดและเป็นที่นิยมที่สุดมีมูลค่าตามราคาตลาดสูงถึงกว่า 1 แสน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามมาด้วยอีเธอเรียม (Ethereum) ซึ่งถูกพัฒนาโดย Vitalik Buterin ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ผู้เชี่ยวชาญบิตคอยน์ในยุคเริ่มต้น และได้มองเห็นถึงข้อจำกัดหลายประการของระบบสกุลเงินบิตคอยน์ จึงได้พัฒนาสกุลเงินใหม่ขึ้นมา และได้เพิ่มเติมคุณสมบัติในหลายด้าน รวมถึงความสามารถในการรองรับ Smart Contract ซึ่งเป็นชุดโปรแกรมที่ Vitalik Buterin พัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยการเก็บสัญญาไว้บนการจัดเก็บข้อมูลแบบบล็อกเชน (Block Chain) ซึ่งทำให้ยากต่อการแอบแก้ไขสัญญา และเมื่อเกิดการทำธุรกรรม จะใช้สกุลเงินอีเธอเรียม (Ethereum) เป็นสื่อกลาง โดยอีเธอเรียม (Ethereum) ได้รับความคาดหวังว่าจะได้รับความนิยมที่แพร่หลายมากกว่าบิตคอยน์ เพราะ Smart Contract สามารถนำไปพัฒนาต่อยอด และทำให้เกิดนวัตกรรมของธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างหลากหลาย

เงินสกุลดิจิทัลมีความน่าเชื่อถือหรือไม่

ปัจจุบัน เงินสกุลดิจิทัลเป็นเงินที่ยังไม่ได้รับการรับรองโดยรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ รวมถึงไม่มีการใช้สินทรัพย์เช่น ทองคำ หรือตราสารมาค้ำประกัน ดังเช่นการพิมพ์ธนบัตรของสกุลเงินประเทศต่างๆ โดยที่ราคาหรือมูลค่าของเงินสกุลดิจิทัลนั้นจะขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทาน ถือเป็นกลไกตลาดอย่างแท้จริง ผู้สนใจเงินสกุลดิจิทัลนั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่การทดลองเล่นกับนวัตกรรมเทคโนโลยีการเงินด้วยความอยากรู้อยากเห็น การขุดเหมือง (ร่วมผลิตเงินสกุลดิจิทัล) เพื่อหวังผลตอบแทน การใช้เงินสกุลดิจิทัลเป็นทางเลือกในการเก็บเงิน การลงทุนระยะสั้นและระยะยาวเพื่อหวังกำไร หรือแม้แต่การลงทุนกับกลุ่มสตาร์ทอัพที่ระดมทุนแบบ Initial Coin Offering (ICO)

โดยที่ตลาดเงินสกุลดิจิทัลเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งตลาดเงินสกุลดิจิทัลนั้นมีเงินลงทุนไหลเข้ามามาก ทำให้ราคาเกิดความผันผวน และตลาดมีความอ่อนไหวสูง ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ราคาของบิตคอยน์เกิดการตกลงอย่างรุนแรงถึง 12 ครั้ง และนับตั้งแต่เกิดการพัฒนาเงินสกุลดิจิทัล นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลและนักการเงินที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น Paul Krugman, Joseph Stiglitz, Robert Shiller, Warren Buffett รวมถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น JP Morgan ได้มองว่าระบบเงินสกุลดิจิทัลจะไม่มีความยั่งยืน เพราะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยมีสินทรัพย์ที่มีค่ารองรับมูลค่าของสกุลเงิน และยังมองว่าปริมาณเงินที่สร้างขึ้นก็อาจไม่สามารถควบคุมให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงได้


ประเทศไทยมีทิศทางอย่างไรต่อเรื่องเงินสกุลดิจิทัล

สำหรับประเทศไทยเอง ความสนใจเรื่องเงินสกุลดิจิทัลเริ่มต้นจากผู้สนใจทางด้านเทคโนโลยี แต่ต่อมาก็เริ่มเป็นที่สนใจจากสาธารณชนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้หน่วยงานราชการทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังได้ติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงได้เริ่มศึกษาการประยุกต์และการปรับแก้ข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทยได้เวียนจดหมายถึงสถาบันการเงินทุกแห่งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 ขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินไม่ให้ทำธุรกรรม หรือมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปลงทุนซื้อขายเงินสกุลดิจิทัล การให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัล การสร้างแพลตฟอร์มให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัล การให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อเงินสกุลดิจิทัล หรือการให้คำปรึกษากับลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศในงาน Bangkok Fintech Fair 2018 ว่ามีแผนจะนำร่องทดสอบเงินเหรียญ คริปโตบาท ในชื่อ “อินทนนท์” โดยจะทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง โดยเงินสกุลดิจิทัลที่ประกาศนี้จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเหมือนเงินสกุลดิจิทัลอื่นๆ และจะนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนและประสิทธิภาพในการชำระราคาระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเอง แต่จะไม่ได้นำมาใช้กับประชาชนทั่วไป

สำหรับกระทรวงการคลัง ได้มีการติดตามและมีการผลักดันประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทย โดยมติของคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561 ได้เห็นชอบหลักการตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในการแก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากร โดยการปรับเพิ่มประเด็นนิยามของทรัพย์สินดิจิทัลในทางกฎหมาย และกำหนดนิยามของทั้งคริปโทเคอร์เรนซีและ โทเคนดิจิทัล นอกจากนี้ยังกำหนดแนวทางอัตราการจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินดิจิทัล ในอัตราร้อยละ 15

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ก.ล.ต.) ได้มีการติดตามกรณีของการระดมทุนผ่าน ICO อย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ โดยในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ก.ล.ต. ได้เปิดเผยว่าได้มีแนวทางที่จะกำหนดให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อ ICO หนึ่งโครงการ หรือไม่เกิน 3 ล้านบาทในการลงทุน ICO ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีแนวทางที่จะกำหนดให้บริษัทที่แจกจ่าย โทเคนดิจิทัล จะสามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยได้สูงสุด 20 ล้านบาทต่อ 1 โครงการ และการระดมทุน ICO ทั้งหมดต้องไม่เกิน 40 ล้านบาท และในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ได้มีการระดมทุน ICO เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดย JFin Coin ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท JayMart ได้ระดมทุนโดยการขาย 100 ล้านโทเคนดิจิทัล ณ ราคา 6.60 บาทต่อโทเคน โดยสามารถขายได้หมดภายใน 55 ชั่วโมง และทำให้สามารถระดมเงินได้ราว 660 ล้านบาท และล่าสุด ในเดือนมิถุนายน 2561 คณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้มีมติเห็นชอบ แนวทางการกำกับดูแลการระดมทุนแบบ ICO และ การประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขาย นายหน้า และ ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะทำให้เงินสกุลดิจิทัล 7 สกุล (Bitcoin, Bitcoin cash, Ethereum, Ethereum Classic, Litecoin, Ripple, และ Stellar ที่มีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง) สามารถใช้เป็นฐานในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ (Base trading pair) และ ลงทุนในไอซีโอ ได้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งนับว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในกรณีของประเทศไทย หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ให้ความสนใจ และมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในภูมิภาคในการวางรากฐานการใช้ประโยชน์และการควบคุมเงินสกุลดิจิทัล รวมถึงทรัพย์สินดิจิทัลและการระดมทุนผ่าน ICO ซึ่งจะต้องมีการส่งเสริมการเผยแพร่ทั้งความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัลและการพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และลดโอกาสที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจต่อไป

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Titcoin (สัญลักษณ์: TIT)

  Titcoin  (สัญลักษณ์: TIT)  เป็นชนิดของ สกุลเงินดิจิตอล ที่เรียกว่า cryptocurrency ที่ใช้ ภาพลามกอนาจาร ในการกระจายอำนาจ แบบ peer-to-peer เครือข่ายในการจัดการการออกหน่วยสกุลเงินใหม่ขณะเดียวกันการทำธุรกรรม  [1]  [2]  Titcoin เป็นอนุพันธ์ของ ซอร์สโค้ด Bitcoin  ที่ มีการปรับเปลี่ยนที่สำคัญของซอฟต์แวร์ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรมและการปรับความยากของเครือข่ายได้อย่างมาก  [3]  Titcoin ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับและทำการตลาดเพื่อ ความบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่ อุตสาหกรรมเพื่อช่วยให้เจ้าของของสกุลเงินที่จะจ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับผู้ใหญ่โดยไม่ต้องกลัวกล่าวหาประวัติการชำระหนี้ที่ปรากฏบนของพวกเขา บัตรเครดิต   [4] ในปี 2558 Titcoin ได้รับการเสนอชื่อสอง ครั้งใน พิธีมอบ รางวัล XBIZ ประจำ ปี 2558  ซึ่งเป็นเกียรติแก่ บริษัท ที่มีส่วนสำคัญในการเติบโตและความสำเร็จของความบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่  [5] ในปี 2559 Titcoin ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงเป็นปีที่สองติดต่อกันในฐานะ บริษัท บริการการชำระเงินทางเลือกแห่งปี ในงาน 2016 XBIZ Awards  [6] ในช...

Dash cryptocurrency

  Dash เป็น โอเพนซอร์ส   cryptocurrency   เป็น altcoin ที่ แยก มาจาก โปรโตคอล Bitcoin  นอกจากนี้ยังเป็น องค์กรอิสระแบบกระจายอำนาจ  (DAO) ที่ดำเนินการโดยผู้ใช้ส่วนย่อยซึ่งเรียกว่า "masternodes"  สกุลเงินอนุญาตให้ทำธุรกรรมที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ประวัติ สกุลเงินนี้เปิดตัวในเดือนมกราคม 2014 ในชื่อ "Xcoin" โดย Evan Duffield ซึ่งเป็นส่วน แยก ของ โปรโตคอล Bitcoin  [2]  [3] มันคือ altcoin และในช่วงแรก ๆ มันขึ้นอยู่กับ การเก็งกำไร ปั๊มและเททิ้ง  [4] ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Darkcoin  [5] ซึ่งได้รับการกดเพื่อนำไปใช้ในตลาดสุทธิมืด  [6] ในเดือนมีนาคม 2558 ได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์อีกครั้งโดยใช้ชื่อ Dash เป็น กระเป๋าหิ้ว ของ 'เงินสดดิจิทัล'  [4] ณ เดือนสิงหาคม 2016 Dash จะไม่ถูกใช้ในตลาดมืดหลัก ๆ ที่น่าสังเกตอีกต่อไป  [5] ในช่วงต้น 2017 Duffield ที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ฟินิกซ์ และบางคนอื่น ๆ ที่ทำงานในรีบเอาพื้นที่ใน ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ที่ มหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา   [7] ภายหลัง Dash DAO ได้ให้ทุนสนับสนุนห้องปฏิบัติการวิจัยบล็อกเชนที่ ASU  ...

Ethereum (ETH) คืออะไร? ทำความรู้จัก Ethereum เหรียญ Cryptocurrency

  Ethereum (ETH)  คืออะไร? ทำความรู้จัก  Ethereum เหรียญ Cryptocurrency  Ethereum (ETH) ทางเลือกแรกของ Bitcoin  Ethereum เป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์แบบกระจายศูนย์ที่ช่วยให้ สามารถสร้างและใช้งาน Smart Contracts และ Decentralized Applications (DApps) ได้โดยไม่ต้องหยุดทำงานการฉ้อโกงการควบคุมหรือการแทรกแซงจากบุคคลที่สาม  เป้าหมายเบื้องหลัง Ethereum คือการสร้างชุดผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบกระจายอำนาจที่ทุกคนในโลกสามารถเข้าถึงได้ฟรีโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติเชื้อชาติหรือศรัทธา  แง่มุมนี้ทำให้ผลกระทบสำหรับผู้ที่อยู่ในบางประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้นเนื่องจากผู้ที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและการระบุตัวตนของรัฐสามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารเงินกู้ประกันหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ได้  แอปพลิเคชันบน Ethereum ทำงานบนโทเค็นการเข้ารหัสเฉพาะแพลตฟอร์มอีเธอร์  Ether เปรียบเสมือนยานพาหนะสำหรับการเคลื่อนที่ไปมาบนแพลตฟอร์ม Ethereum และเป็นที่ต้องการของนักพัฒนาส่วนใหญ่ที่ต้องการพัฒนาและเรียกใช้แอปพลิเคชันภายใน Ethereum หรือตอนนี้โดยนักลงทุนที่ต้องการซื้อสกุลเงินดิจิทัลอื่นโดย...